ความเชื่อของมนุษย์มาจากเหตุผล 3 ประการ

มีแต่ประสบการณ์ส่วนตัว ลักษณะของศาสนาประเภทนี้ ไม่ต้องพูดเหตุและผลกันเลย เน้นแต่อภินิหาร การอวยพรต่างๆ แต่ไม่เน้นด้านศีลธรรมหรือการประพฤติที่ดีงามเลย ถ้าจะสรุปให้เห็นชัดเจน อาจจะสรุปศาสนาประเภทนี้ด้วยคำพูดไม่กี่ประโยคต่อไปนี้…”ผู้นำศาสนาอยู่ส่วนผู้นำศาสนา ฉันอยู่ส่วนฉัน ผู้นำมีหน้าที่สอน รับใช้พี่น้อง และให้คำแนะนำ แต่อย่ามายุ่งเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของฉัน ฉันจะเล่นไพ่ เล่นหวย ล่วงประเวณี โกหก ฯลฯ ไม่ต้องมาก้าวก่าย”…นี่เป็นลักษณะของศาสนาประเภทแรก

2.ประเภทที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมที่ดีงาม และมีเหตุผลหลักข้อเชื่อ

นั่นก็คือเกี่ยวข้องกับศีลธรรมที่ดีงาม และมีเหตุผลของหลักข้อเชื่อ แต่ถ้าจะให้คนที่มีสติปัญญาที่ทำให้ใจเป็นกลางลองคิดและวิเคราะห์เหตุผลที่ศาสนาประเภทนี้ตั้งขึ้นก็จะพบว่า เป็นเหตุผลที่ไม่มีความสมเหตุสมผล ขัดแย้งกับความเข้าใจและความเป็นมนุษย์ผสมอยู่มากมาย

3.ศาสนาประเภทสุดท้าย เป็นศาสนาที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมที่ดีงาม และมีเหตุผลหลักข้อเชื่อเหมือนกัน สอดคล้องกับสติปัญญา และเมื่อคนมีสติปํญญาที่ทำให้ใจเป็นกลางลองวิเคราะห์และไตร่ตรองดูเหตุผลหลักข้อเชื่อของศาสนานี้แล้ว ก็จะพบว่า เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลทุกและสอดคล้องกับความเข้าใจและความเป็นมนุษย์ทุกประการ

เมื่อเราพูดถึงการที่คนคนหนึ่งจะรับหรือไม่รับข้อมูลที่มีเหตุและผล ในโลกนี้เราสามารถแบ่งคนได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ คือ

เมื่อคนคนหนึ่งได้ฟังข้อมูลที่มีเหตุและผล แต่ไม่ยอมรับ ไม่เชื่อ ถ้าการไม่ยอมรับและไม่เชื่อของเขามาจากการไม่เข้าใจในเหตุผลนั้น นี่คือ “คนโง่”

เมื่อคนหนึ่งได้ยินหรือได้ฟังข้อมูลที่วิเคราะห์ดูแล้วว่าไม่สมเหตุสมผลเลย ไม่น่าเชื่อถือเลย แต่ยังบังคับให้ตนเองนั้นเชื่อ คนทั่วไปจะเรียกว่า “งมงาย”

เมื่อคนคนหนึ่งได้ฟังข้อมูล ที่มีเหตุผล เมื่อฟังแล้วก็เข้าใจ และได้วิเคราะห์แล้วว่ามันสมเหตุสมผลที่แท้จริง ไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้เลย แต่ยังบังคับตนเองไม่ให้เชื่อและยอมรับ อย่างนี้เราเรียกว่า “คนใจแข็งกระด้าง หรือ เถียงเพื่อเอาชนะ”

เมื่อคนคนหนึ่งได้ฟังข้อมูล ที่มีเหตุผล เมื่อฟังเข้าใจแล้ว วิเคราะห์แล้วเห็นว่าเหตุผลนั้นจริงและสมเหตุสมผล ไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้ จึงได้ตัดสินใจยอมรับ และเชื่อ คนอย่างนี้เราเรียกว่า “คนฉลาด หรือ คนมีเหตุผล”