อารยธรรมลุ่มน้ำโขง อู่อารยธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “ไทย-ลาว”

แหล่งอารยธรรมสำคัญๆของโลกมักเริ่มต้นที่ลุ่มแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำสินธุ (อารยธรรมอินเดียโบราณ) แม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส (อารยธรรมเมโสโปเตเมีย) แม่น้ำฮวงโฮ (อารยธรรมจีน) เป็นต้น เมื่อพิจารณาลุ่มแม่น้ำสำคัญๆของแหลมสุวรรณภูมิ พบว่า ทางฟากตะวันตกมีแม่น้ำอิรวดีและแม่น้ำสาละวิน ตรงกลางของสุวรรณภูมิเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งลุ่มน้ำทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแหล่งอารยธรรมของมอญ ถัดไปทางฟากตะวันออกเป็นแม่น้ำโขง แม่น้ำโขงตอนล่างและทะเลสาบใหญ่เป็นแหล่งอารยธรรมของขอม หากว่าลุ่มน้ำโขงเหนือจำปาสักขึ้นไปจรดเชียงรุ้ง และเลยขึ้นไปจนถึงเมืองหนองแส เป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ตระกูล “ไทย-ลาว” ขณะที่ลุ่มน้ำแดงทางฟากตะวันออกสุดของสุวรรณภูมิเป็นแหล่งอารยธรรมของ “ชนชาติไท” ที่นักประวัติศาสตร์ไทยสายชาตินิยม ให้ความสำคัญในการศึกษาน้อยมาก
ประเทศลาว (ปัจจุบันคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) ยอมรับอย่างเป็นทางการจากอดีตกระทั่งปัจจุบันว่า อาณาจักรน่านเจ้า (ลาวหนองแส หรือ อ้ายลาวหนองแส พ.ศ. 1192 – 1823) เป็นอาณาจักรที่เป็นบรรพบุรุษของคนลาว แม้แต่ตำราวิชาประวัติศาสตร์ของไทยก่อนหน้านี้ ก็ยอมรับเช่นกันว่าroyalhillonline.com น่านเจ้าเป็นบรรพบุรุษของไทย เพิ่งจะมายกเลิกไปเมื่อราวสามสิบปีที่ผ่านมานี้เอง

เรื่องราวของขุนบรม หรือ ขุนบรมราชาธิราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของน่านเจ้า จีนเรียกว่า พี ล่อ โก๊ะ ครองราชย์ พ.ศ. 1272 – 1293 กลายมาเป็นตำนานเล่าขานของคนลาวสืบต่อมากระทั่งบัดนี้ เนื่องจากน่านเจ้าต้องทำสงครามขับเคี่ยวกับจีนเป็นระยะๆมิได้ว่างเว้น ขุนบรมเล็งการณ์ไกลเพื่อวางรากฐานระยะยาวให้กับน่านเจ้า จึงดำเนินการส่งโอรส 7 องค์ แยกย้ายกันเดินทางไปสร้างบ้านแปลงเมืองทางตอนใต้ของน่านเจ้า จนกลายมาเป็นต้นธารอารยธรรมลุ่มน้ำโขงของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว ดังมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้
ขุนลอ โอรสองค์โต ครองเมือง ชวา ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น เชียงทอง และหลวงพระบาง ภายหลังเมื่อขุนบรมสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 1293 ขุนลอได้กลับมาครองราชย์ ณ หนองแส นครหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า (ทางการจีนเรียกว่า โก๊ะ ล่อ ฝง) เชื้อสายขุนลอได้ปกครองเมืองชวาต่อเนื่องมาอีก 23 องค์ จนกระทั่งถึงรัชสมัยของ เจ้าฟ้างุ่ม (งุ้ม) จึงสถาปนาอาณาจักรล้านช้างขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 1896
ขุนคำผง ครองเมือง โยนก (ยวน หรือ เชียงแสน) ก่อร่างสร้างอาณาจักรโยนกเชียงแสน หรือ โยนกนาคนคร ขึ้นที่บริเวณลุ่มน้ำกก (สาขาของแม่น้ำโขง) สืบทอดเชื้อสายมาจนถึง ขุนเจือง (ประสูติพ.ศ. 1617) ซึ่งกลายมาเป็นตำนานพื้นบ้าน “ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง” ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาวตามลุ่มน้ำโขง เชื้อสายรุ่นต่อๆมาของขุนเจือง คือ พญางำเมือง ได้ครองอาณาจักรพะเยา และเป็นสหายของพ่อขุนรามคำแหง
เชื้อสายของขุนคำผงองค์หนึ่งชื่อ เจ้าสิริไชยเชียงแสน ครองเมืองไชยปราการ ราว พ.ศ. 1731 ถูกกองทัพมอญเข้าโจมตี (เข้าใจว่าเป็นมอญจากหริภุญชัย) จึงรวบรวมกำลังพลเคลื่อนมาทางใต้ แล้วตั้งมั่นที่เมืองแปบ หรือ ไตรตรึงษ์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ชี้ชัดว่า อยู่ที่กำแพงเพชร อันเป็นที่มาของตำนานท้าวแสนปม โอรสของเจ้าสิริไชยเชียงแสน คือ เจ้าอู่ทอง หรือ ท้าวอู่ทอง ได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ในเมืองละโว้ และ อโยธยาศรีรามเทพนคร จนได้ร่วมมือกับราชวงศ์สุพรรณบุรีก่อตั้งอาณาจักรอโยธยา เมื่อ พ.ศ. 1893
“ขุนเม็งราย” เชื้อสายอีกองค์หนึ่งของขุนคำผง ได้ก่อสร้างเมืองเชียงรายเมื่อ พ.ศ. 1805 และยกทัพเข้ายึดครองอาณาจักรหริภุญชัยได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ. 1835 หลังจากนั้นจึงสถาปนาอาณาจักรล้านนาขึ้นในปีเดียวกัน
ขุนอิน หรือ ขุนงั่วอิน เดินทางไกลกว่าใครเข้าสู่ใจกลางสุวรรณภูมิ ซึ่งต่อมาเชื้อสายรุ่นหลังๆของขุนอิน เติบใหญ่จนได้ครองครองเมืองล้านเพีย (อโยธยา) นี่เป็นประเด็นที่สามารถตั้งสมมติฐานกันเล่นๆว่า เชื้อสายของขุนอินที่ได้ครองศรีอยุธยานั้น เป็นวงศ์สุพรรณบุรี หรือวงศ์อู่ทอง อันเป็นเรื่องที่จะต้องสืบค้นกันต่อไป
ส่วนโอรสองค์อื่นๆของขุนบรม ขุนกม ครองเมืองคำม่วน ต่อมาคือ อาณาจักรโคตรบูรณ์ ขุนเจือง ครองเมืองพวน (เชียงขวาง) ซึ่งเป็นเมืองเอกของลาวจากอดีตกระทั่งปัจจุบัน ขุนผาล้าน ครองสิบสองปันนา ถิ่นฐานของชนชาติไท แถบเมืองแถน (เบียนเดียนฟู)
แม้นว่า “ตำนานขุนบรม” เป็นเพียงตำนานพื้นบ้านเล่าขานสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น อาจมีการเติมแต่งสีสันเข้าไปเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับบรรพชน นี่เป็นเรื่องธรรมดาของตำนานทุกๆเรื่องที่สร้างกันขึ้นมา แต่เมื่อพิจารณาแกนหลักของเรื่อง พบว่า เกิดการเคลื่อนย้าย (ไม่ใช่อพยพ) ของชนชาติไทย-ลาว จากเมืองหนองแส ลงมาทางใต้เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13 อีกทั้งยังมีตำนานพื้นบ้านรุ่นหลังๆบอกเล่าเรื่องราว สอดรับกับ “ตำนานขุนบรม” เช่น ตำนานอุรังคธาตุ ท้าวฮุ่ง-ท้าวเจือง เป็นต้น ดังนั้นเราจึงไม่ควรปฏิเสธตำนานพื้นบ้านไปเสียทั้งหมด ครั้นจะเชื่อเสียทั้งหมดก็ไม่ได้เช่นกัน อย่างน้อยเราสามารถนำมาประกอบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เพื่ออธิบายเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ย่อมเป็นเหตุเป็นผลที่น่ารับฟังได้